Review : Justin Bieber - My World 2.0

posted on 24 May 2010 12:41 by paradizer in 3stars
 

Justin Bieber - My World 2.0 - 3/5 (ก็ได้วะ) 

ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนเลยว่าให้อารมณ์คล้ายกับตอนที่เจ๊แนสรีวิวแอชลี่เลย เฮ่อๆ ของแสลงดีๆนี่เอง ดังนั้นแฟนๆอย่าได้คาดหวังอะไรมากว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่อะไรยังไง มา มาเริ่มกันเลย 

อัลบั้มนี้ปูพื้นด้วยความเป็นป๊อปเหยาะอาร์แอนด์บีแดนซ์เป็นหลัก มีพวกแจ๊ซพวกร็อคหลุดมาประปราย และตบด้วยซินท์ไม่ก็อิเลคโทรนิคตามสมัยนิยม ผลออกมาคืองานป๊อปวัยรุ่น(แก่แดด) ที่ออกมาแล้วใช้ได้เลยทีเดียว 

แต่ว่าจะชมอย่างเดียวก็ไม่ได้ (ฮึฮึ) ดังที่บอกไว้แต่ต้นแล้วคือมันออกมาเรียกได้เต็มปากว่า "ดี" หากแต่เมื่อเทียบกับวัยรุ่นชายหญิงคนอื่นๆที่เสนอและถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าก็มีมาก (เพียงแต่ดังไม่เท่า) ซึ่งในระยะยาวหากยังเป็นแบบนี้ ต่อให้สาวกรี๊ดแค่ไหนก็เงียบได้ ดู Aaron Carter เป็นตัวอย่างได้ และรวมไปถึงภาคเนื้อหาที่แก่แดดเกินวัยไปมาก แก่แดดได้ แต่แก่แดดแบบพอดีๆ มิฉะนั้นเดี๋ยวมันเกรียมเอาได้ แถมวิธีแก่แดดมันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งเพลงจีบหญิงอย่างเดียว ไปหัดมาใหม่นะไอ้น้อง 

เริ่มมาเริ่มชำแหละกันที่ Baby (2/5) เปิดตัวทั้งทีก็ต้องเอาเพลงที่มันติดหูยู้ฮู้เต้นง่ายฟังง่าย และก็มักง่ายด้วย ชนิดที่เอาคนมาฟีทด้วยแล้วก็ยังคงน่ารำคาญ เบบี้ๆๆ โอ้วๆๆๆ ป๊อปแดนซ์อาร์แอนด์บีดาดๆที่เนื้อหาก็แก่แดดชนิดที่ "หะมอยมึงยังไม่ทันขึ้นกระแดะจะจีบสาว" (แน่นอนว่าเรราจะพบเนื้อหาแบบนี้มากมายเพื่อใช้เรียกลูกค้าสาวๆ) จบข่าว มาที่เพลงต่อมา ตั้งชื่อเพลงมาได้ "อีนี่ มีหนี้" Eenie Meenie (2.5/5) เอาน่าแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้น่ารำคาญโอ้วๆๆๆแบบเพลงแรก เพลงนี้ดูเอทกันกับพ่ออ้วนดำสองกิ๊กกะไบท์ ดังนั้นจึงผสานเอาป๊อปแดนซ์อาร์แอนด์บีของเด็กแก่แดดผสานกับเรกเก้ของพ่อดำแดด ผลออกมาก็โอเค ฟังสบายรูหูมากกว่าเพลงแรกเยอะ แม้ว่ามันจะเหมือนเอา Fire Burning + Baby ก็ตาม ส่วน Somebody To Love (2.5/5) ยูโรป๊อปแดนซ์ติดกลิ่นดิสโก้ และตามธรรมเนียม อิเลคโทรนิคติ๊ดๆตื๊ดๆว่อนเพลง แม้เนื้อเพลงจะแก่แดดแต่ให้อภัยเพราะมะนไม่ได้มีแต่โอ้วๆๆๆ แบบเพลงเปิดตัว บวกจังหวะลูกเล่นอะไรก็ดูน่าสนใจดี 

Never Let You Go (3/5) ซินท์ป๊อปอาร์แอนด์บีที่ฟังแล้วดูดีมีชาติตระกูลที่สุดเพลงนึงในอัลบั้มและจะดีกว่านี้ถ้ากำจัดความเนือยของตัวเพลงได้มากกว่านี้ ส่วน U Smile(4/5) เห็นคะแนนแล้วอาจจะตกใจ แต่มันหอนออกมาได้อารมณ์โซลดีจริง แถมดนตรีก็กำลังดีไม่ขาดไม่เกิน ว่าแต่อีเพลงดีๆทำไมไม่ตัดเป็น Official Single วะ 

Stuck In The Moment (3/5) ชนิดแค่บีทตึ๊ดๆขึ้นมาพร้อมกับ วิธยู วิธยู ก็สามารถคาดเดาได้ว่ามัน"ไม่น่าจะเวิร์ค" (แต่มันดันเวิร์คหว่ะ) ป๊อปอาร์แอนด์บีคอนเทมโปลารี่ฟังสบายๆที่ไม่คิดจะได้ฟังจากอีเด็กโอ้วๆๆๆ (ฝังรูหูมาก ดังนั้นอาจจะกัดอีกหลายรอบ) มาที่ Runaway (2/5) เสียงสูงได้ปวดประสาทมาก ดนตรีก็ไลน์เดียวกับเพลงเก่งป้าไมค์ Billie Jean ไปหน่อย (ไม่หน่อยก็ได้วะ ฉิบหาย) ต่อด้วย Overboard (3.5/5) กล้าเล่นมากชมเชย ที่หยิบเอาแจ๊ซบางๆมาคลุมป๊อปอาร์แอนด์บีดาดๆ แต่ฟังแล้วมันเหมือนดูเอทกันกับสาวเจ้าที่มาร้องด้วยมากกว่าหว่ะ ไม่ใช่ฟีท แต่ฟังสบายดีจริง รื่นหูดี 

ปิดท้ายด้วย That Should Be Me (3.5/5) อินโทรมาได้น่าสนใจมาก ป๊อปร็อคบัลลาร์ดติดกลิ่นโฟล์ค ว่าแต่ตอนแต่งเพลงฟัง The Climb ของพี่จอบมารึเปล่า กลิ่นพี่จอบถึงได้ลอยมาแต่ไกล แถมติดกลิ่นเขาแล้วถ่ายทอดอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าเขาด้วย (ดีแล้ว แต่ดีไม่เท่า) แต่ก็โอเคกว่า โอ้วๆๆๆๆ (จิกรอบสดท้ายละ ฮึฮึ) 

สรุป เป็นอัลบั้มจากวัยรุ่นที่ฟังผ่านรูหูโสตประสาทได้โอเค ถ้าไม่คิดอะไรมาก อัญเชิญสดับได้ครับผม!!! 

Review : Miley Cyrus - Can't Be Tamed

posted on 14 May 2010 02:45 by paradizer in 3stars
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/f/f2/Miley-cyrus-can%27t-be-tamed.jpg
 
Miley Cyrus - Can't Be Tamed (3/5)

แหม่ จะว่าไปการเกิดเป็นศิลปินภายใต้การแจ้งเกิดจากซรี่ย์จากตระกูลดิสนี่ย์ มักจะทำให้ศิลปินบางท่านถูกค่อนแขะค่อนข้างสูง กว่าจะพิสูจน์ศักยภาพต่างๆนานบลาๆของตัวเองได้ก็เล่นเาเหนื่อยเลยทีเดียว เช่นเดียวกับน้องจอบ Miley Cyrus นางนี้

ก่อนอื่นต้องขอชมในเรื่องของการพัฒนาที่นับวันยิ่งจะเห็นชัดมากขึ้น เรื่อย มาถึงปัจจุบัน จากสาวน้อยจอมโหวกเหวก เริ่มคุมเสียงได้และขยับจากความเป็นป๊อปร็อควัยรุ่นดาดๆธรรมดาเข้าสู่เทคโน ป๊อปร็อคติดกลิ่นแดนซ์มาหอมปากหอมคอ ฟังแล้วพาลนึกถึง For Your Entertainment ของพี่อดัมศิริ Adam Lambert ในเวอร์ชั่นที่ยานกว่า ในขณะที่ภาคเนื้อหาก็ขยับมาสู่ภาคหัวเลี้ยวหัวต่อคือเริ่มมีการพูดถึงความ สัมพันธ์ชายหญิงแบบวัยรุ่นตอนปลายมากขึ้น เอาเข้าจริงเพลงนี้เข้าขั้นดี เพียงแต่ด้วยความยาวแค่ประมาณ 3 นาทีซึ่งถือว่า "สั้น" เมื่อเทียบกับความยาวเพลงมาตรฐานประมาณ 3.30 นาที ถ้าทำเพลงให้กระชับมากขึ้น และมีลูกเล่นอะไรมากขึ้นจะทำให้เพลงนี้มันน่าสนใจมากกว่านี้เยอะเลยนะครับผม!!!

ปล.จะรีบเลิกทำเพลงไปไหนวะ อุตส่าห์พัฒนาศักยภาพจนชาวบ้านเขาเริ่มเห็นกันแล้ว 

Review : Katy Perry ft. Snoop Dogg - Califonia Gurls

posted on 12 May 2010 22:21 by paradizer in 3stars
 

Katy Perry ft. Snoop Dogg - California Gurls (3.5/5) 

หลังจากที่ฮิตระเบิดระเบ้อกันไปแล้วในการตีฉิ่ง (I Kissed A Girl) และ ไล่ตีหัวเจ้าบ่าว (Hot N Cold) ล่าสุดแม่สาวโก๊ะสุดสวยตาโต(อย่างอื่นก็โต) อย่าง Katy Perry ก็ได้ฤกษ์ปล่ยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มใหม่ซะที แถมคราวนี้ดึงคนมาฟีทด้วย 

Califonia Gurls เป็นเพลงที่เจ้าหล่อนนิยามไว้ว่า "แต่งเพื่อล้อ Empire State Of Mind" ที่ทะมึนผัวบี ตัวเพลงออกมาสดใสซัมเมอร์ๆเข้าับภาพลักษณ์ของเจ้าหล่อนดี ตัดอารมณ์ร็อคๆมาสดใสด้วยไลท์อิเลคโทรนิคผสมกับความเป็นป๊อปแดนซ์ติดกลิ่นเรกเก้นิดๆอาร์แอนด์บีหน่อยๆ ซึ่งภาคดนตรีฟังครั้งแรกก็ยอมรับว่าสดใสแต่ก็เหมือนๆเดิมกับอัลบั้มแรกคือวนลูปไปมาๆก็มาตรฐานเดิมเธอ มาที่ภาคเนื้อหากันบ้างชนิดที่ฟังผ่านด้วยดนตรีสดใสๆก็ทำให้ฮอร์โมนพุ่งไปทั้งการแทรกแบบเนียนและโจ๋งครึมเช่น "Sex On The Beach" "Will Melt Your Popsicle" (Popsicle ก็คือไอศกรีมยี่ห้อหนึ่ง สาธูบุญที่เจ้าหล่อนใช้คำอ้อมๆว่า Melt ดีไม่ใช่คำว่า Lick) ยังไม่นับวิธีการร้องที่ไม่ได้เห็นในอัลบั้มที่แล้วคือความเปรี้ยวแบบสดชื่น และเหมือนจะรู้ว่าฟังนานๆอาจจะเบื่อเลยชวน Snoop Dogg มาโจ๋งครึมๆด้วยกัน ก็ลดความน่าเบื่อของเพลงได้ดี 

สรุปแล้วทั้งหมดทั้งมวลหาทางหนีที่ไล่แก้ทางได้ดีมาก สดชื่นสดใสต้อนรับซัมเมอร์(ที่บ้านเจ้าหล่อนนะ ไม่ใช่ที่ไทย แต่ที่ไทยก็ร้อนทุกวันอยู่แล้ว หยวนๆ) ได้ดีนะครับผม!!! 

Review : Carrie Underwood - Play On

posted on 02 Feb 2010 01:54 by paradizer in 3stars

Carrie Underwood - Play On 3.5/5


ในวินาทีนี้วงการเพลงคันทรี่ย์วัยรุ่นสาวๆไม่มีใครหน้าไหนที่ได้รับการ การันตีและนิยมในหมู่คอคันทรี่ย์เท่ากับ Carrie Underwood เจ้าของแชมป์อเมริกันไอดอลซีซั่นที่ 4 (ไม่นับแม่หนูเทย์เลอร์ รายนั้นดูจะถูกคอป๊อปมากกว่าสังเกตุจากยอดแอร์สถานีคันทรี่ย์) ทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆทุกอัลบั้ม ทำให้เธอมีแฟนคลับคอยสนับสนุนไม่น้อยเลยทีเดียว

Play On เป็นงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของแครี่ย์ โดยอัลบั้มนี้ลดทอนความเป็นคันทรี่ย์ของอัลบั้มที่แล้วลงค่อนข้างเยอะพอตัว แล้วนำความเป็นป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่มาผสมลงเพื่อให้คอปีอปสามารถฟังได้ ง่ายขึ้นอีกด้วย

ข้อดี... เธอจะสามารถกวาดแฟนเพลงทางด้านแนวป๊อปมาเพิ่ม หลังจากที่เธอไปกวาดฐานแฟนเพลงคันทรี่ย์มาอย่างหนาแน่นในอัลบั้มที่ผ่านมา แล้ว อีกทั้งตัวเพลงก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าดี รวมไปถึงพัฒนาการของตัวนักร้องเรื่องการใช้เสียงทั้งเสียงหลบและเสียงลูก เอื้อนอะไรดูมีสเน่ห์และสมูธมากขึ้นพอสมควร อีกทั้งฝีมือในการแต่งเพลงของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยทั้งๆที่พึ่งเริ่ม แต่งเพลงเท่านั้น แต่หลายเพลงแต่งออกมาได้กินใจมากๆ แต่ในข้อดีก็มี...

ข้อด้อย... สำหรับแฟนคันทรี่ย์จ๋าของเธอในอัลบั้มที่แล้วที่อยากได้ฟังผลงานคันทรี่ย์ จ๋าในอัลบั้มนี้หาไม่ได้เลย ยอมรับเลยว่าคาดหวังไว้ในผลงานที่มีความคันทรี่ย์มากกว่านี้ คือด้วยความที่ผลงานค่อนข้างจะเป็นการครอสโอเวอร์ผสมผสานกันระหว่างป๊อป อดัลท์คอมเทมโปลารี่และคันทรี่ย์ในอัตราส่วนที่พอๆกัน แน่นอนว่าแฟนๆคงจะงงและส่วนหนึ่งคงจะผิดหวัง (สังเกตุได้ใน All Music ที่สรุปไว้ด้วยประโยคทิ้งท้ายว่า "อัลบั้มนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากความเป็นดิว่าในตัวเธอ" และให้คะแนนแค่ 2ดาวครึ่ง ในขณะที่อัลบั้มก่อนๆให้ถึง 4 ดาว ทั้งที่ผลงานก็ไม่ได้ออกมาแย่ขนาดนั้น) แต่ที่น่าตกใจสุดๆคือเจ้าตัวเองแต่งเพลงและทำออกมาได้น่าสนใจกว่าที่พวกนัก แต่งเพลงแต่งและโปรดิวเซ์ออกมาอีกนะ เฮ่อๆ แล้วดันเลือกเพลงเด่นๆและแรงขนาดที่จะมีประสิทธิภาพเป็นซิงเกิ้ลไปเป็นโปรโม ชั่นนัลซิงเกิ้ลซะหมด คิดอะไรอยู่จ๊ะ

ซิงเกิ้ล

Cowboy Casanova (3/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่เรียกได้ว่าผลิกโฉมแม่สาวบ้านนาที่ได้แต่โชว์พลังเสียงมา ยักย้ายส่ายสะโพกไปมาได้เซ็กซี่มิหยอก ตัวเพลงเป็นคันทรี่ย์ร๊อคในรูปแบบที่แตกต่างจากเพลงเก่งอย่าง Before He Cheat และที่คล้ายๆกันอย่าง Last Name ที่เป็นแนวมิดเทมโป แต่เพลงนี้จะออกไปแนวอัพเทมโปนิดนึง อีกทั้งลักษณะการร้องก็ไม่เคยได้ยินแครี่ย์ร้องควบคำในหนึ่งห้องจังหวะเยอะ ขนาดนี้ ความประทับใจในความแปลกใหม่จึงค่อนข้างสูงทีเดียว แล้วอย่างที่บอกยิ่งรวมกับเอ็มวีมันช่างเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมากๆ เนื้อหาเพลงก็เก๋ออกแนวเตือนว่า "หนีให้ห่างคอยบอย คาสสาโนว่าคนนี้นะ นายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เราคิด อย่าไปคบเลยเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" อะไรประมาณนั้น (ว่ากันว่าผู้ชายในเพลงนี้กล่าวถึง Chance ในท่อน Blue Eyes ก็ไม่ทราบว่าเท็จจริงประการใด)

โปรโมชั่นนัล ซิงเกิ้ล

Mama's Song (3.5/5) ตัวเพลงเป็นคันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ที่เรียบๆแล้วตบช่วงท้ายเพลง ด้วยเครื่องสายคลาสสิค เน้นภาคดนตรีที่ละเมียดๆสบายๆ บวกกับเนื้อหาที่ค่อนข้างจะซึ่ง (แหมชื่อเพลงก็บอกแล้วเนอะ) เพลงนี้เลยกลายเป็นเพลงที่ฟัง่ายๆสบายๆในอัลบั้มนี้อีกเพลงนึง ซี่งภาคดนตรีก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากกับ Temporary Home (4/5) ที่เป็นคันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ เนื้อหานำเสนอเกี่ยวกับเด็กชายที่ต้องมาอยู่กับพ่อกับแม่ใหม่ เวลามีคนมาถามว่ารู้สึกอย่าไง เด็กก็บอกไปว่า "นี่คือบ้านชั่วคราวของผมครับ ไม่ใช่ที่ผมจะอยู่ยาวนาน แต่ผมก็ไม่กลัวนะ ก็นี่บ้านชั่วคราวผมนี่นา" ซึ้งมาก

Undo It (3.5/5) และแล้วแครี่ย์ก็กลับมาซ้ำรอยตัวเพลงในเพลงนี้ที่ภาคดนตรีก็คือ Before He Cheat และ Last Name ย่อมๆ เพียงแต่ความเป็นร็อคที่ปนมาในคันทรี่ย์เพลงนี้ดูเข้มข้นมากกว่าของเก่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบอะไรมากมายนัก แต่เนื้อเพลงนี้ออกแนวสาวเข้มแข็งเนอะ " คุณขโมยความสุขชั้น ทำน้ำตาชั้นไหล ใช่สิ คุณมีหัวใจฉัน แต่ตอนนี้ฉันต้องการมันกลับแล้วละ ก่อนที่คุณจะปล่อยให้มันปลิวหายไป เอากลับมาให้ฉันซะเธอ Undo มันซะ!!!"

แทร็คอื่นๆ

Quitter (2.5/5) นานๆที่ Max Martin จะมาโปรดิวซ์คันทรี่ย์ (ครั้งแรกรึเปล่าเนี่ย) ออกมาก็ไม่ค่อยจะคันทรี่ย์เท่าไหร่เล๊ย ออกแนวเป็นปีอปร๊อคผสานคันทรี่ย์มากลางๆ แต่กลิ่นป๊อปร๊อคชัดกว่า ไอ้คันทรี่ย์ที่ใส่มาก็จางจนแทบจะหลุดไปเป็นโฟล์คซะแล้ว ยอมรับว่าฟังแล้วสดใส เนื้อหาก็สดใส แต่พ่อแม็กซ์ แครี่ย์ อันเดอร์วู้ด จ๊ะ ไม่ใช่ นักร้องเพลงปีอปร๊อคนะจ๊ะ (รู้สึกว่าช่วงนี้ฝีมือจะตกๆนะพ่อคุณ) มาที่ Change (4/5) ที่มาในแนวป๊อปร๊อคอดัลท์คอนเทมโปลารี่บัลลาร์ดผสานกับคันทรี่ย์ เนื้อหานำเสนอถึงความเชื่อของมนุษย์ที่ต้องเชื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยมือเรา สร้างสิ่งดีๆขึ้นมาบนโลกใบนี้

Someday When I Stop Loving You (2.5/5) แค่ชื่อเพลงก็พอจะชี้แนวทางให่ผู้ฟังทราบแล้วว่าจะออกมาแนวไหน แล้วก็ตามคาด บัลลาร์ดอคูสติก คันทรี่ย์ปีอปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ กับเนื้อหาที่ประเด็นหลักก็ชื่อเพลงนั่นแหละ "วันนึงเมื่อฉันหยุดรักคุณ) เพลงเนือยน่าหลับมากๆจ๊ะคุณนายแครี่ย์จ๋า ทั้งเพลงมีแต่เศร้าระดับเดียวทั้งเพลงเลย

หลังจากที่เนือยไปแล้วมาฟังอะไรเร็วบ้างดีกว่า Song Like This (3/5) คันทรี่ย์ปีอปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ เหยาะกลิ่น เวสเทิรืนโฟล์ค ร๊อคแอนด์โรลด์ ลงไปนิดๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาลงตัวน่ารักในแนวสาวบ้านนาดี แต่ถ้าเทียบกับเพลงเร็วทั้งหมดที่เธอทำมาก็ยังสู้ All American Girl ไม่ได้อยู่ดีอ่ะ ตามมาด้วย This Time (3/5)

กลับมาที่เพลงช้า Look At Me (3/5) คันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่บัลลาร์ด ตัวเพลงมีการเล่นระดับเสียงอะไรมากกว่าเพลงที่ผ่านๆมา เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ของแครี่ย์ได้ดีเลยทีเดียว แต่ฟังนานๆเข้าจะหลับเอาได้นะเนี่ย มากระชากอารมณ์ที่คันทรี่ย์ร๊อคบัลลาร์ดกับ Unapologize (3/5) ที่ดูจะเป็นคันทรี่ย์ชัดๆหน่อย แถมเนื้อหากับดนตรีก็เข้ากันได้ดีด้วย แต่เทียบกับที่เป็นโปรโมชั่นนัลซิงเกิ้ลแล้วเพลงนี้ที่ว่าแรงๆดูจืดลงไปพอ ควรเลยนะ

กลับเข้าสู่โหมดฟังสบายกันต่อ What Can I Say (Ft. Son Of Slyvia) (4/5) คันทรี่ยืป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่บัลลาร์ดที่เริ่มต้นมาเบาๆ พอเสียงคนที่มาฟีทเริ่มร้อง็เหยาะความเป็นร็อคเข้ามาเพิ่ม จุดดีของเพลงนี้คือเสียงสองคนสามารถฟีทร้องประสานกันได้เข้ามากๆ อารมณ์ก็เข้ากับเนื้อเพลงได้มาก คือรู้สึกเศร้าอัดอันตันใจ ประมาณว่า "ฉันควรจะพูดอย่างไร ฉันจะพูดมันได้ยังไง" อินมากๆเพลงนี้

ปิดท้ายอัลบั้มด้วยไตเติ้ลแทร็คอย่าง Play On (2.5/5) ตัวเพลงไม่มีอะไรมากครับ คันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอมเทมโปลารี่ทั่วๆไปไม่มีอะไรมาก เป็นเหมือนบทสรุปที่ชี้แจงแนวทางและสาเหตุที่ทำอัลบั้มออกมาแนวนี้แบบแฝงๆ ลองจับจุดดูละกันนะ

สรุป อัลบั้มนี้ มีอัตรส่วนของความเป็นป๊อปที่เพิ่มขึ้นมา คือถ้าจะจับไปอยู่ใน Genre ป๊อปก้ได้ไม่น่าเกลียดแต่อย่างใด (ถ้าไม่ติดไอ้สามสี่เพลงแรกที่ปล่อยมานะ) คือไม่ใช่ที่ให้คะแนน้อยแล้วจะว่าไม่ดีนะ คือเพลงมันก็ดีในระดับหนึ่ง เป็นอัลบั้มที่ฟังสบายๆหากแต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นมากมายอย่างที่ Allmusic บอกนั่นแหละ (แต่อย่างน้อยมันก็คันทรี่ย์มากกว่าน้องเทย์เลอร์เยอะนะ) ดังนั้นใครอยากฟังคันทรี่ย์จ๋าก็กลับไปฟังอัลบั้มที่สองให้อัลบั้มนี้เป็น น้ำจิ้มไปนะจ๊ะ แต่ถ้าใครไม่คิดมาก อัลบั้มนี้ฟังเพลินและฟังง่ายมากๆจริงๆ
คันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ย์ฟังสบายๆ กลิ่นร็อคนิดๆ จังหวะกลางๆมิดเทมโป ไม่มีอะไรมากมายนัก ฟังได้เพลินๆดี

Review : Lesley Roy - Psycho Bitch

posted on 02 Feb 2010 01:22 by paradizer in 3stars


Lesley Roy - Psycho Bitch 3.5/5


ศิลปินนางนี้ถ้าหากท่านได้ฟังเสียงเฉยๆท่านอาจจะนึกว่า Kelly Clarkson เกิดนึกอยากสนุกมาร้องเพลงแนว Avril Lavigne หรือเยี่ยงไร หากแต่จริงๆแล้วนางมีชื่อว่า Lesley Roy นักร้องสาวชาวไอริช ซึ่งในวัฒนธรรมเพลงในตอนนี้ส่วนมากนักร้องสาวๆยุโรปไม่ค่อยมี ใครกล้าที่จะร๊อคจะพาวเวอร์พ็อพเดี่ยวแน่ แต่นางก็พิสูจน์แล้วว่านางทำได้และจะทำซะด้วย

Psycho Bitch เป็นหนึ่งแทร็คในอัลบั้มนี้ที่ฟังแล้วสะใจอยากลุกขึ้นมาโยกหัวด้วยสะจริงๆ ตัวเพลงเป็นพาวเวอร์ปีอป ผสานกับพั้งค์กลายๆ ผลที่ออกมาคือมันสะใจชิบเป๋งเลย เสียงกลองและเสียงร้องอันทรงหลังของหนูที่ฟังครั้งแรกนึกว่าเคลลี่ (เสียงคล้ายกันมาก) แม้ว่าที่ยุโรปจะบอกว่าเป็นส่วนผสมระหว่างป้าเมลิซ่า เอเธอริดจ์กับเอวริล แต่ส่วนตัวคิดว่าเหมือนเคลลี่ผสมเอวริลมากกว่านะ ภาคเนื้อหาก็ทั่วๆไปวัยรุ่นทั่วโลกประมาณว่า

"เดี๋ยวก็จะประสาทแดกให้ดูมึงไป กับใครที่ไม่ใช่กูกูเห็นนะเว้ย ประมาณนั้น ซึ่งถ้าบวกกับอารมณ์ที่น้องหนูร้องออกมานี่เหมือนอยากจะไปสดงสงครามประสาท หน้าชู้รักซะเลยอย่างไรอย่างนั้น"

จริงๆมันก็โอเคอยู่หรอกแต่เมื่อโลกนี้มีพาวเวอร์พ็อพที่ครองตลาดอย่างพารา มอร์อยู่แล้ว ต่อให้หนูทำเพลงดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีการตลาดก็สู้ไม่ได้หรอก เพลงนี้เอาแค่มันๆเฉยๆก็สนุกๆดี ให้ 3 คะแนนสำหรับเพลง และ 0.5 สำหรับความมันนะครับผม!!!

Best Dresses

 

Carrie Underwood เดรสขาวแถบเงินกับพร็อพและผมที่เข้าชุดกับมากๆ ชุดขาวพริ้วๆเนื้อผ้าดูสบายดูเขากับแถบผ้าเงาๆและผ้าสีเงินดูหวานเรียบร้อย บสกกับผมที่เซ็ตมาแบบดูเรียบๆแต่เก๋ เหมาะสมกับฉายา American Sweet Heart จริงๆ


Worst Dresses

Britney Spears ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆสักคำให้ลึกซึ้ง ซีทรู+ชุดดำ แต่งตัวได้ปวดตับมากๆ


Weird Dresses

Lady GaGa แปลกล้ำหน้าไม่มีใครเกิน หากแต่คราวนี้กลับแปลกแบบดูดีไม่"ป่วง"แตก ในคอนเซปต์ดาว ชุดชมพูอ่อนๆกับวงโคจรดาวมากมาย แุถมพร็อพเธอนี่เข้าเซ็ตจริงๆ


Review : Kate Voegele - A Fine Mess

posted on 27 Jan 2010 00:46 by paradizer in 3stars
 
Kate Voegele - A Fine Mess (3.5/5) 

Kate Voegele ศิลปินผู้โด่งดังมาจากซีรี่ย์ One Tree Hill ด้วยวิธีการโปรโมตเพลงผ่านซีรี่ย์ชุดนี้ ทำให้เธอเป็นศิลปินค่ายอินดี้คนหนึ่งที่เรียกได้ว่าได้รับผลตอบรับค่อนข้างสูงกกว่าศิลปินอินดี้คนอื่นๆพอตัว แม้ว่าบางคนอาจจะสงสัยหรือคิดว่า “ก็แค่ศิลปินทั่วๆไปที่เอาเพลงมาโปรโมตกับหนังกับละคร คงเหมือนพวกนักแสดงมาร้องเพลงละมั้ง” ถ้าคุณคิดอย่างนั้นละก็ อาจจะพลาดศิลปินป๊อปคนนี้ไปอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว (และจริงๆแล้วเธอก็ออกอัลบั้มมาก่อนด้วย) 

ด้วยความที่เพลงมีเนื้อหาที่ค่อยข้างโตกว่าศิลปินรุ่นเดียวกัน อีกทั้งความสามารถทั้งด้านการร้อง การแต่งเพลงเองทั้งอัลบั้ม (ได้รับรางวัลการแต่งเพลงยอดเยี่ยมมาแล้ว) โปรดิวซ์เอง ทำอะไรเองหมด ทำให้ผลงานค่อนข้างมีเอกภาพค่อนข้างสูงมากๆ รวมถึงการถ่ายทอดอารมณ์ก็ด้วยเช่นกัน ถึงขนาดที่ ผกก. One Tree Hill ได้ฟังเพลงเธอ เห็นหน้าค่าตาเธอ จนเสนอไปทางค่ายเพลงว่าสนใจจะเล่นซีรี่ย์เรื่องนี้ไหม ซึ่งผลตอบรับคือ”ตกลง” ทำให้ศิลปินที่ไม่ค่อยมีใครรรู้จักโด่งดังขึ้นมาพอสมควร 

แม้กระทั่งอัลบั้มนี้ A Fine Mess ก็ยังไม่พ้นการโปรโมตเพลงผ่านศีรี่ย์ชุดนี้เช่นเดียวกัน และผลตอบรับที่ถือว่าสูงมากๆสำหรับศิลปินอินดี้ เปิดตัวด้วยยอด 40,000 อัลบั้มในสัปดาห์แรก เข้า Top 10 BB Albums ได้อย่างสวยงาม โดยอัลบั้มนี้จะเน้นไปที่ทางป๊อปโฟล์ค ร๊อคโฟล์ค เจือกับ อดัลท์คอมเทมโปลารี่และลองไปจับงานใหม่ๆเข้ามาผสมอย่างเวสเทิร์นโฟล์ค อาร์แอนด์บี เข้ามาเล่นเพิ่มด้วย 
จุดเด่นของอัลบั้มนี้ ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด ทั้งน้ำเสียง การถ่ายทอด อะไรๆก็มีเอกภาพค่อนข้างสูงมากๆ บวกกับเนื้อหาที่สละสลวยและโตเกินวัยไปมาก คือเอาเข้าจริงนี้แซงหน้า ทีนไอดอลทั้งหลาย รวมไปถึงพวก เอวริล ริหานน่า ด้วยซ้ำ... 

...เพียงแต่ว่า ดังน้อยกว่า และด้วยไม่ค่อยมีข่าวอะไรมากมายด้วย แม้ว่าภาพลักษณ์และเพลงค่อนข้างจะเป็นเอกภาพ แต่ถ้าขาดการโปรโมตอย่างจริงจัง คือเพลงดีไปก็ดังยากอยู่ดี และเมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มที่แล้วแล้ว อัลบั้มนี้ฟังง่ายกว่าก็จริง แต่ว่าส่วนตัวถูกใจอัลบั้มที่แล้วมากกว่านิดนึง

ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม รวมถึงเปิดตัว One Tree Hill ด้วย Manhattan From The Sky (4/5) ป๊อปกึ่งบัลลาร์ดเปียโน ผสมกับ อดัลท์คอมเทมโปลารี่สบายๆ ฟังแล้วสบายหูดี แต่ก็มีท่อนที่มาช่วยเสริมพลังให้เพลงนี้แกร่งขึ้น เรียกได้ว่าแทบจจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้ ฟังง่าย สบาย แต่เก็บรายละเอียดเครื่องสาย กลอง กีต้าโปร่ง เพอร์คัชชั่น ประณีตในทุกๆจุดดีครับ 

ซิงเกิ้ลที่สอง 99 Times (3.5/5) ที่ขยับมาเป็นร๊อคดิสโก้เก๋ๆ เจือโฟล์คบางๆ แบบเนิบๆแล้วมาค่อยๆเพิ่มความหนักเข้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งท่อนฮุค ดูน่าสนใจดี แต่ว่ายังดูไม่สุด ด้วยที่ว่าเป็นแนวที่ไม่เคยทำมาด้วยรึเปดังนั้นให้อภัย แต่จริงๆแล้วผลลัพทธ์ที่ออกมาก็โอเคเลยทีเดียวแหละ น่าสนใจดี 

หลังจากฟังเพลงเร็วๆและสดใสๆมาแล้วก็พักยกด้วยซิงเกิ้ลที่ 3 - 5 ซึ่งเป็น Digital Promote เริ่มจาก Angel(3.5/5) เพลงนี้เป็นร๊อคโฟล์คบัลลาร์ด เจือดิสโก้บางๆ คล้ายกับว่าเป็นภาคกลับของ 99 Times นั่นเอง ดังนั้นภาคดนตรีจะแอบๆคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าจะหม่นกว่าพอสมควรครับ ตามมาด้วย Lift Me Up (3.5/5) จริงๆแล้วเพลงนี้เคยถูกรวมในอัลบั้ม AT&T Team มาแล้ว ซึ่งในเวอร์ชั่นนั้นจะเป็นปีอปบัลลาร์ดเปียโนสดๆ แต่มาในเวอร์ชั่นสตูดิโออัลบั้มจะเพิ่มเครื่องดนตรีเข้ามานิดหน่อย อีกทั้งเทคนิคการร้องก็จะต่างกันด้วย (อันนี้ถือเป็นจุดดี เพราะนักร้องหลายๆคนพอจะจับยัดลงอัลบั้มก็แค่เปลี่ยนดนตรีนิดๆหน่อยแล้วก็ยัดๆลงไป แต่นี้เข้าสตูดิโอร้องใหม่ มันเห็นถึงความใส่ใจรายละเอียดดี) ซึ่งก็ร้งออกมาได้เข้ากับเครื่องดนตรีที่เสริมมาดีครับ และซิงเกิ้ลล่าสุดที่ตัดโปรโมตไป Sweet Silver Lining (3.5/5) ป๊อปร๊อคบัลลาร์ดเปียโน ผสานกับอดัลท์คอมเทมโปลารี่ครับ ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเนื้อหา การเรียบเรียง การถ่ายทอด และการใส่ใจรายละเอียดที่ดีตามแบบฉบับของเคธเองเช่นเคย 

ในขณะที่เพลงอื่นๆในอัลบั้มก็ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว ขอเริ่มจาก Forever & Almost Always (4/5) ที่เรียกได้ว่าบาดใจและทรงพลังอย่างน่าเหลือโดยไม่ต้องพยายามไต่คีย์อะไรมากมาย เพลงนี้เป็นเพลงที่ ผกก. One Tree Hill ได้ฟังแล้วเลือกไปตั้งเป็นชื่อตอนพร้อมกับเอาเพลงนี้ไปประกอบเลยทีเดียว ตัวเพลงเป็นป๊อปบัลลาร์เพียโน เจือ อดัลท์คอนเทมโปลารี่ ฟังสบายๆ เนื้อหามองโลกในแง่ดีของรักที่อาจจะไม่สมหวังตลอดไปทุกครั้ง บวกกับน้ำเสียงที่เข้าอารมณ์มากๆ เอาเป็นว่าการันตีความเพราะเพลงนี้ด้วยนักวิจารณ์ท่านหนึ่งในบอร์ดเราที่เฉยๆกับนางถึงกับออกปากชมเลยทีเดียว 

ตามมาด้วยอีกแทร็คที่เรียกได้ว่าแข็งพอตัวและมีประสิทธิภาพที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้เลยทีเดียว Who You Are Without Me (3.5/5) ตัวเพลงเป็นร๊อคโฟล์คสนุกๆ สไตล์กึ่งบัลลาร์ดนิดๆ ภาคดนตรีที่ทรงพลัง บวกกับการถ่ายทอดที่ดูสนุกๆ โจ๊ะๆ คาดว่าเพลงนี้คงติดหูไม่ยากเกินไป ต่อด้วย Inside Out (3.5/5) เป็นแทร็คเปิดอัลบั้มที่คล้ายๆเป็นตัวใบ้ว่าอัลบั้มนี้จะมาแนวไหน ตัวเพลงเป็นป๊อปร๊อคกึ่งบัลลาร์ด ผสาน อดัลท์คอมเทมโปลารี่ แนวหากินของตัวเธอเองด้วย เพลงเรื่อยๆคล้ายๆกับว่าจะปูทางเข้าสู่ของที่รสจัดกว่าในอัลบั้มอย่างไงย่างงั้นเลยทีเดียว 

อีกหนึ่งแทร็คที่เรียกได้ว่าเป็นการลองจับงานใหม่ๆเข้ามาผสมกับงานของตัวเองโดยการเอาอาร์แอนด์บีมาผสมกับร๊อคเวสเทิร์นโฟล์ค ติดกลิ่นคันทรี่ย์นิดส์ๆ ฟังสบายๆ กับ Playing With My Heart (3.5/5) อารมณ์ประมาณร้านอาหารเม็กซิโก สวมหมวกซอมเบรโอ้ ดีดกีต้าร์โปร่ง เป็นคาวเกิร์ลอะไรประมาณนั้นเลยทีเดียว แ ก็ทำออกมาน่ารักดีครับ เช่นเดียวกับ Takin' Smooth (3.5/5) ที่หยิบเอาดนตรีเก่าๆยุคเมโทรมาเล่น ตัวเพลงเป็นเรโทรร๊อคโฟล์คครับ ก็ถือเป็นการจับเอาแนวใหม่ๆมาผสมได้น่าสนใจดี และก็ทำออกมาได้ดีเช่นเคยด้วย 

Say Anything (3/5) เพลงนี้ออกจะหนักกว่าเพลงอื่นในอัลบั้มหน่อย เป็นโมเดิร์นร๊อค ผสานโฟล์คลงไปแบบ บางมากๆๆๆๆๆ เพลงนี้เลยอาจจะดูแปลกๆกว่าเพลงอื่นในอัลบั้ม แต่ก็ถือว่าคิดถูกนะที่ตัดมาเป็น Deluxe Tracks แทน เพราะเสียงของตัวนักร้องไม่ได้หนามากๆถึงขนาดจะไปใส่กับโมเดิร์นร๊อคดุๆได้ พูดง่าย ดนตรีกลบครับ 

กลับมาเข้าสู่ตัวตนปรกติๆของเธอกันต่อ Unfair (3.5/5) เป็นเวสเทิร์นโฟล์คครับ ฟังสบายๆไม่มีอะไรมาก เช่นเดียวกับ We The Dreamers (Demo) (3/5) เดโมเพลงที่นำมาให้ฟังกัน ทำให้ได้ฟังเสียงสดๆไม่ต้องผ่านสตูดิโอ ซึ่งออกมาเรียกได้ว่าเสียงคุณภาพจริงๆ ไม่แปลกต่างไปจากเสียงที่ร้องในเพลงอื่นๆเลย แค่เดโมนี่ก็ฆ่าศิลปินรุ่นเดียวกันตกคลองไปเยอะแล้วนะเนี่ย ฮึฮึ ส่วนเพลงที่เอามาทำในเวอร์ชั่นอคูสติกที่เหลืออีก 2-3เพลงก็ทำออกมาได้ดีทีเดียวเช่นกันครับ 



สรุป เป็นศิลปินที่เรียกได้ว่าทำเพลงได้ดีเป็นลำดับต้นๆของวัยรุ่นสมัยนี้เลยทีเดียวครับ แม้ว่าจะน่าเสียดายตรงที่ไม่ใช่ศิลปินค่ายหลัก แต่ว่าขึ้นชื่อว่าศิลปิน ก็ต้องถ่ายทอดผลงานที่ดีและมีคุณภาพออกมา แม้ว่าจะขายอัลบั้มได้มากเท่าไหร่ แต่งานไม่ดีก็ตกเป็นขี้ปากเขาไปงั้นแหละ ใครที่ชอบฟังเพลงสบายๆไม่ควรพลาดอัลบั้มนี้จริงๆครับ รับประกันเลยจริงๆ

Review : Pixie Lott - Turn It Up

posted on 27 Jan 2010 00:44 by paradizer in 3stars
 
Pixie Lott - Turn It Up (3.5/5) 


ด้้วยความที่กระแสสาวๆผิวขาวขยันกันทำอัลบั้มเพลงป๊อปโซล-ป๊อปอาร์แอนด์บีออกมากันเกลื่อนตลาด UK มาก แต่ว่าน้อยคนนักที่จะดังแบบจริงๆอย่างแม่เสียงเป็ด Duffy หรือหนูโอ่ง Adele (ยังไม่รวมหนูซิวหมี่ Grabriella Cilmi ที่ดังเพลงเดียวแล้วก็ดับสนิทด้วยนะนั่น) แต่แล้วในปีนี้ก็มีสาวน้อยคนหนึ่งกลับสร้างกระแสและกลายเปนศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้โชว์ที่รายการเรียลลิตี้ต่างๆแต่กลับมีอันดับที่ 1 สองเพลงติดได้ แม่หนูนางนี้คือ Pixie Lott 

ข้อเด่น รูปร่างหน้าตาหนูมันช่างน่าลิ้มมากๆ สาว สวย หุ่นดี อายุยังไม่มาก เสียงหนูก็ดีและมีเอกลักษณ์แบบโซลแบ๊วๆ รวมถึงความสามารถในการแต่งเพลงและการเต้นที่เห็นในสามเอ็มวีที่ผ่านมา ทั้งการเต้นแบบแข็งแรง เต้นแบบวัยรุ่น หรือจะเป็นบัลเล่ต์ เลิศนะ แถมผลงานเพลงที่ออกมานี่ก็ดูดีใช้ได้ ดูหรูกว่าศิลปินวัยรุ่นที่ดังแทบตายแต่งานออกมากลับไม่น่าสนใจเอาเสียเลย อีกอย่างคือหนูเอาป๊อปสไตล์ของ Wonky Pop มาใช้ได้น่ารักสมวัยและหน้าตามากๆ 

ข้อดีที่เรียกได้ว่าฉลาดมากๆอีกเรื่องคือแม้ว่าเพลงในอัลบั้มทุกเพลงสามารถเรียกได้ดว่า "ดี" อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่ว่าบางเพลงก็ไม่ค่อยจะเหมาะเป็นซิงเกิ้ลสักเท่าไหร่ แต่หนูสามารถเลือกตัดซิงเกิ้ลได้ดีมากๆ ทำให้กระแสของหนูยาวนานมากๆต่างกับแม่เป็ดและหนูโอ่ง 

ข้อเสีย อย่างที่บอกว่าศิลปินหญิงแนวนี้ใน UK กำลังนิยม หากมีคนที่สาวที่สวยกว่าหนู (แต่ตอนนี้ไม่มีนะ 555) และมีความสามารถมากกว่าหนู (แต่หนูก็ทำเพดานไว้สูงใช้ได้เลย) หนูก็อาจจะตกกระป๋องง่ายๆอยางในกรณีหนูซิวหมี่ อีกทั้งงานเพลงของหนูมันยังดูวาไรตี้ไปนิดนึงนะครับ 

ซิงเกิ้ล 

เปิดตัวอย่างสวยงามจนได้อันดับหนึ่งมาครองกับ Mama Do (3.5/5) ที่เป็นมิดเทมโปในแนวป๊อปโซล เหยาะความเป็นอิเลคโทรลงไปเสริมเลยดูมีอะไรแปลกๆใหม่น่าสนใจดี อีกทั้งภาคการร้องก็น่ารักน่าหมั่นไส้อยากจับมาอยู่ใกล้ซัจริง ไหนๆก็หนีพ่อแม่มาเที่ยวแล้วนิเพลงนี้ อ้อ เก๋มากที่เอาการตบมือที่ดูเกลื่อนมาใช้ดำเนินเพลงและเอ็มวีได้น่ารักมากๆ มาที่ Boys And Girls (3.5/5) ที่อัพจังหวะมาเป็นอัพเทมโปน่ารักๆในรูปแบบของป๊อปแดนซ์อิเลคโทรนิคเหยาะกลิ่นโซลนิดๆ ฟังแล้วสนุกและเพลินจนอยากลุกขึ้นมาเต้นเลยทีเดียว 

Cry Me Out (4.5/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่แอบตกใจมากๆที่งานออกมาได้ีดีมากๆจนน่าตกใจ (แม้ว่าสองเพลงแรกหนูจะทำดีแล้วก็เถอะ) และที่ตกใจไปกว่านั้นคือเพลงนี้อีหนูลงมือในการแต่งเนื้อเพลงเองแรกเริ่มในตอนเป็นเดโม่ด้วย ตัวเพลงเป็นโซลอาร์แอนด์บีบัลลาร์ดเจือกลิ่นป๊อปคล้ายๆกับ อลิช่า คีย์ แต่ว่ามีความเป็นป๊อปมากกว่าอลิช่าส์สามอัลบั้มแรก ในภาคเนื้อหาที่แม้ว่าจะแอบๆเศร้าก็ตามแต่หนูพิ๊กซี่สื่อารมณ์ออกมาได้เลิศมากๆ (ยิ่งตอนไลฟ์นี่ อินมากๆ แต่ในเอ็มวีหนูจิกได้เลิศเหมือนกันนะ) เพลงนี้ทำออกมาได้ดีมากๆ ชอบที่สุดในอัลบั้มครับ 

เพลงอื่นๆ 

Band Aid (3/5) ฟังสบายๆในแนวอคูสติกอิเลคโทรป๊อปที่บางท่อนก็แอบๆผสานเรกเก้ลงไป ได้ยินกันเยอะแยะมากมายตั้งแต่ยุคเก่าก่อนไล่ตั้งแต่ป้าๆสไปซ์เกิร์ล ยัน สาวเล็กสาวน้อย แต่ฟังได้เพลินและใช้เสียงได้ดีมากๆ ฟังแล้วลอยไปกับเสียงหนูเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือโปรดิวเซอร์ขาร็อคอย่างโทบี้ แกด เพราะดีๆ มาที่ Turn It Up (3/5) ไตเติ้ลแทร็คที่เป็นอิเลคโทรนิคป๊อปผสานกลิ่นของอารืแอนด์บีโซลลอยๆจางๆจนไปถึงฮิพฮอพนิดๆ ฟังเพลินคล้ายๆกัน Band Aid แต่จะหนักกว่านิดนึง ส่วนตัวคิดว่ายังผสานดนตรีไม่ค่อยลงตัวหน่อยๆ แต่รวมๆก็โอเค 

Gravity (3/5) ป๊อปอาร์แอนด์บีบัลลาร์ดโชว์พลังเสียงเบาๆ แอบได้ยินดนตรีกอสเพลมาแบบเบาโคตรๆมาเสริมนิดๆ ทำให้เพลงนี้ฟังแล้วนึกถึงหน้าป้ามีมี่ แคน่อน ในอัลบั้มนางฟ้ามิสมประกอบลอยๆมา (ออกมาไล่ๆกันอีกต่างหาก) ส่วนตัวก้เพราะดี แต่จะอลังกว่านี้ถ้าลองลูกเล่นแบบกอสเพลมาใส่ เช่นกันกับ My Love (3.5/5) ป็อปอาร์แอนด์บีกึ่งบัลลาร์ดที่ฟังแล้วหน้าแม่หมีลอยมาอีกเพลง เพราะดีได้โชว์ลูกเล่นการร้องของอีหนูที่มีอยู่พอตัวเลย 

Jack (3/5) ซึ่งได้ Marion Raven แห่ง M2M มาช่วยเสริมทัพ ป๊อปร็อคดิสโก้ติดกลิ่นเรโทรเบาๆแถมมีเพิ่มลูกเล่นอิเล็คโทรเข้ามานิดๆ มีแอบเอาเครื่องดนตรีตะวันออกมาใส่นิด (ถ้าฟังไม่ผิดน่าจะเป็นขลุ่ยจีนที่มีมาท่อนก่อนจะเข้าฮุค) เพลงนี้น่ารักมิหยอกเลยทีเดียว ฟังสบายน่ารักๆอีกเพลงจากหนูพิกซี่ มาพักฟังป๊อปโฟล์คอคูสติกลอยไปด้วยกลิ่นของกอสเพลอ่อนๆพาลนึกถึงลีโอน่าขึ้นมาตะหงิดๆทั้งๆที่ไม่ได้มีความคล้ายกันสักเท่าไหร่กับ Nothings Compares (3/5) ออกมาฟังได้สบายๆเรื่อยๆดี แต่เปิดนานๆมีหลับได้เลยทีเดียว 

มาที่เพลงที่ตัวหนูพิกซี่ร่วมกันบรรเลงกับ RedOne ที่ฟังแล้วแววเป็นซิงเกิ้ลค่อข้างสูงอีกเพลง Here We Go Again (3.5/5) ตัวเพลงเป็นเวสเทิร์นป๊อปอาร์แอนด์บีติดลูกเล่นอิเล็คโทรนิคเข้าไปอีกชั้น แม้ว่าท่อนฮุ๊คฟังแล้วฟังแล้วยังไง๊ยังไงก็ Poker Face ก็ตาม แต่ตามธรรมเนียมนิยมแล้วละมั้ง ขนาดกาก้าเองยังก๊อปเพลงตัวเองได้เลย 

The Way the World Works (3.5/5) อีกหนึ่งเพลงฟังสบายในรูปแบบของป๊อปโซลอารืแอนด์บีผสานกับเล้าจน์แจ๊ซ เพลงนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากความสบายและความไพเราะที่ทำออกมาได้น่ารักและหรูนิดๆไปในเวลาเดียวกัน ทำออกมาได้ดีเกินอายุและชั่วโมงบินดี ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Hold Me Your Arms (3/5) ป๊อปร็อคโซลอาร์แอนด์บีกึ่งบัลลาร์ดผสานกับแจ๊ซนิดๆที่บีทเสียงกลองตึ๊บๆที่เอ่อ ดูน่ารำคาญไปนิด นอกนั้นไม่ถือเป็นปัญหามากมายนักเท่าไหร่ครับ 

สรุป ตอนนี้ Adele กับ Duffy ได้คู่แข็งแล้วละ แม้ว่างานของหนูจะเข้มไม่เท่าสองพี่ที่ผ่านมาแต่หนูมีจุดเด่นอย่างอื่นมาเสริมจนเรียกได้ว่า "แข็ง" สำหรับตลาดเพลงเลยทีเดียวทั้งการเต้นการแต่งและรูปร่างหน้าตา เอาเป็นว่าถ้าแม่เป็ดกับหนุโอ่งทำเพลงได้ดีน้อยลงเหลือไม่พัฒนาขึ้นนี่โดนอีหนูพิกเหยียบเอาง่ายๆเลยนะ ส่วนตัวหนึพิกที่อัลบั้มแรกดันทำออกมาดีทำใให้ต้องลุ้นต่อไปว่าอัลบั้มหน้าจะมาในแนวไหนที่จะทำให้ยังคง "แข็ง" ในตลาดเพลงได้

Review : Amanda Jenssen - Happyland

posted on 27 Jan 2010 00:42 by paradizer in 4stars
 
Amanda Jenssen - Happyland (4/5) 


หลังจากที่อัลบั้มแรกประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในบ้านเิกิด ขายได้ถึง 2 platinum (80K+) ด้วยแนวเพลงที่เรียกว่าเป็นกระแสอินดี้ของทางสวีเดน เนื่องจากเพลงของทางแสกนดิเนเวียมักจะทำเพลงแดนซ์กันเป็นกระแสเมนสตรีม แต่ด้วยอาศัยบารมีรองชนะเลิศแห่ง Swedish Idol และแนวทางที่ชัดเจนของตนเองคือป๊อปโซล และความเป็นเรโทร ทำให้ปรสบความสำเร็จอย่างงดงาม กลับมาใหม่ครั้งนี้หนูด้าก็ยังคงทำเพลงในแนวเดิมแต่ฟังยากขึ้นเป็นอินดี้มากขึ้นกว่าอัลบั้มแรก แต่ว่าคุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย เอาเข้าจริงอัลบั้มนี้ดีที่สุดในบรรดาอัลบั้มที่หยิบมารีวิวห้าอัลบั้มเลยนะ 

จุดเด่น อัลบั้มที่แล้วว่าดีแล้ว อัลบั้มนี้หนูด้ายังพัฒนาตนเองได้จนน่าตกใจความเป็นโซลที่ดิบขึ้นความเ็นเรโทรที่มากขึ้น ทุกๆอย่างที่เข้มข้นมากขึ้นจากอัลบั้มที่แล้ว บวกกับเพลงที่ดีขึ้นจากอัลบั้มี่แล้ว เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์เลยทีเดียว แต่ทำไมไม่ให้ 5 เลยล่ะ 

จุดด้อย ฟังแล้วจะหลับเอาง่าย ชื่ออัลบั้มหนูด้าชื่อว่า Happyland ฟังแล้วแฮปปี้มีความสุขก็จริง แต่ว่าเพลงแล้วจะหลับเอาหว่ะ ตอนแรกคาดหวังว่าจะมาในแนวเพลงเร็วๆบ้าง ที่หนูล่อช้าซะเกือบหมดอัลบั้ม หลับเป็นตายพอดีด้าเอ้ย 

เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรกอย่าง Happyland (4/5) เรโทรร็อคโซลผสานความ เป็นแดนซ์ ผลออกมาได้เพลงสุดแสนจะเปรี้ยวเก๋ไก๋หนึ่งเพลง Save Me For The Day (4/5) เรโทรร็อคโซลผสานลูกเล่นของเครื่องเป่ามากมาย พาลนึกถึงเพลงเก่งอย่าง Amarula Tree แต่เข้มกว่า 

ลดจังหวะมาที่ร็อคเวิสเทิร์นโฟล์คบัลลาร์ดเพราะๆในสไตล์ของหนูด้าอีกเพลง Autopilot (4/5) ที่พริ้วไปด้วยอารมณ์ของเสียงเพียโนและเสียงกีต้าร์ก่อนที่จะเพิ่มพลังเข้าไปในท่อนฮุคหม่นๆด้วยเสียงกลอง เพอคัชชั่น และ เครื่องสาย แม้ว่าดูจะเพราะมากแต่ตอนท้ายๆด้วยความพยายามที่จะใส่ลูกกเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆมากเกินไปแล้วมันตีกันก็ตาม พลาดนิดเดียวเองเนอะ 

Morning Light (3.5/5) เก๋มากๆหยิบดนตรีโซลข้นๆมาผสานกับเรโทรป๊อปร็อคเข้มๆ เน้นเครื่องเป่า ฉีกแหกแหวกแนวจากที่เคยๆทำมาดี กล้าทำและทำออกมาได้โอเคเลยทีเดียว มาที่ Our Times (4/5) ป๊อปโซลอดัลท์คอนเทมโปลารี่บัลลาร์ดกับเสียงกลองมาร์ชชิ่งและเสียงเปียโนที่ทำให้เพลงดูลึกลับแต่มีมิติตามมาด้วยเสียงครอรัสและซาวน์ลอยๆโผล่มา หลอนดี แถมตัวนักร้องก็ถ่ายทอดออกมาได้หลอนไม่แพ้กัน จนกระทั่งจุดที่จะพีคกับการลากเสียงและดนตรีที่ค่อยดังขึ้นเรื่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆจนจบ เลิศ 

มาเปลี่ยนเข้าสู่จังหวะแห่งความสนุกสนานกับเรโทรโฟล์คเก่าๆน่ารักๆกับ The Rebounder (4/5) เพลงทำออกมาได้น่ารักมากรวมถึงการดีไซน์การร้องก็ฟังได้สบายมากๆเข้ากับดนตรีได้ดีทีเดียว แถมยังดึงสเน่ห์แห่งวันวานคืนมาได้ดีมากด้วยเนื้อเพลงง่ายๆแต่กินใจด้วยประโยค "I don't care who you are but I Love You" น่ารักมากๆ 

The End (3.5/5) อีกหนึ่งเพลงที่ขึ้นต้นมาบ่งบอกถึงอารมณ์ด้านมืดไม่สดใสแน่นอน ขึ้นต้นด้วยเสียงหัวใจเต้นไปตลอดเพลงจนมหากาพย์ดนตรีขึ้นมา ตัวเพลงเป็นป๊อปโซลที่หยิบลูกเล่นของทางแจ๊ซมาเล่นรวมไปถึงดนตรีมหากาพย์สารพัดต่างๆนานามาผสมโรง ทำออกมาได้ดีแต่ Our Times ดูดีกว่าหน่อย มาที่ Charlie (3/5) ที่ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเพลงเร็วแต่กลายเป็นป๊อปโซลอาร์แอนด์บีที่เล่นลูกเล่นเครื่องเป่าและคลอรัสหลอนๆลอยๆแทน ออกมาได้ดี แต่ไม่มีอะไรน่าประทับใจมากนัก 

และในที่สุดก็มีเพลงที่ดูเหมือนจะเร็วมาให้ฟังอีกเพลง Come On , Henry (3/5) ที่มาในแนวเรโทรร็อคโซล ที่ฟังแล้วมันก็คือ Happyland เวอร์ชั่นช้าและหม่นกว่านิดๆ แต่ก็ออกมาไม่ได้น่าเกลียดอะไร แต่ Happyland มันดันดีกว่านะสิ มาที่ Borderline (3/5) ป๊อปร็อคผสานกับโซลที่จังหวะของดนตรีชัดเจนในเรื่องงของจังหวะจะโคน ไม่มีอะไรมากมายนัก ปิดท้ายด้วย I Choose You (4/5) ป๊อปโซลแบบเบาๆลอยๆปิดอัลบั้มได้น่ารักมากๆ เสียงคลอรัสลอยๆคลอไปกับตัวเสียงนักร้องที่ได้อารมณ์ดีมากๆ 



สรุป เอาเป็นว่าขอการันตีว่านี่คือหนึ่งอัลบั้มที่ดีที่สุดของวัยรุ่นหญิงที่ทำเพลงในปีนี้อัลบั้มหนึ่งเลย บอกได้แค่นี้ ที่เหลือพิสูจน์กันเองนะ 

 

 

พั้นช์ - ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (4/5) 

เอาตามตรกงันก่อนเลยดีกว่าว่านี่คือศิลปินไอดอลไทยเพียงหนึ่งเดียว(ของยุคนี้)ที่ยังติดตามผลงานมาโดยตลอด ด้วยศักยภาพของตัวนักร้องทำให้เชื่อว่า"ของเขามีดี" และแน่นนอนตราบวันนั้นจนวันนี้ศิลปินหน้าใหม่ก้ผุดกันขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ดเวียนว่ายตายเกิดในวงการก็เยอะ น้อยรายที่จะอยู่ยงนาวนานได้ถ้าคุณไม่เจ๋งจริง และ"พั้นช์" ก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่อยู่ยงคงกระพันมาถึง 9 ปีแล้วด้วยกัน (นับตั้งแต่ทำอัลบั้มแรก) จากอัลบั้มแรกสู่อัลบั้มนี้การพัฒนาการของพั้นช์มีให้เห็นขึ้นเรื่อยๆ 

หลังจากที่อัลบั้มที่แล้วพั้นช์ได้ตัดทอนความเป็นโฟล์คลดลงและใส่ความทันสมัยในรูปแบบของโมเดิร์นป๊อปร็อคเข้ามาทำให้ผลตอบรับดีขึ้นกว่าในอัลบั้มที่สาม หากแต่ก็ยังไม่โดดเด่นเท่ากับสองอัลบั้มแรกด้วยภาคดนตรีและเนื้อหาที่หม่น ทำให้คนฟังส่วนใหญ่ฟังแล้วรู้สึกอึดอัดแทนที่จะมีความสุข มาในครั้งนี้พั้นช์ได้ถอดเอาโมเดิร์นป๊อปร็อคออกแล้วหันกลับมาสู่ธรรมชาติแบบในสองอัลบั้มแรก เป็นป๊อปร็อค ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ที่เหยาะกลิ่นโฟล์คลงไป และแน่นอนว่าผลตอบรับออกมาดีอย่างท่วมถ้น 

จุดเด่น อัลบั้มนี้พั้นช์พาเรากลับไปในสองอัลบั้มแรกที่ดูเป็นธรรมชาติและเป็นตัวตนจริงๆของพั้นช์ ทำให้ผลตอบรับออกมาดีกว่าอัลบั้มที่สามและสี่อย่างเห็นได้ชัด รวมถึงพัฒนาการในการใช้เสียงร้อง ด้วยตัวศิลปินก็มีเรนจ์เสียงที่ค่อนข้างกว้างอยู่แล้ว สามารถร้องต่ำและสูงได้เยอะ หากแต่ในอัลบั้มที่ผ่านๆมากลับเลือกโทนเสียงกลางและต่ำเข้ามาใช้เยอะให้ความอึดอัดมีค่อนข้างมาก มาในอัลบั้มนี้มีการเลือกใช้โทนเสียงในอ๊อกเตฟที่สูงึ้น ทำให้เสียงพุ่งมากขึ้น ดูหลากหลายมากขึ้นจากเก่าๆ 

จุดด้อย แม้ว่าการเพิ่มอ๊อกเตฟของเพลงจะทำให้เพลงน่าสนใจมากขึ้น แต่เนื่องจากเสียงสูงของพั้นช์จะมีความแหลมในตัวอยู่ ถ้าใครที่ไมอชบเสียงในแนวแหลมๆแบบแจ๋นๆอาจจะพาลไม่ชอบไปเลยก็ได้ (แต่ส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาเพราะแจ๋นในระดับที่สมควรแจ๋นเหมาะสมกับอารมณ์เพลงดี) 


ซิงเกิ้ล 

เพื่อนกันวันสุดท้าย (3.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยออกมาซึ่งเรียกได้ว่าคิดถูกมากๆที่ปล่อยเพลงนี้ ทั้งด้วยเนื้อหาที่น่ารักคงโดนใจวัยรุ่นได้ไม่ยาก ถือเป็นการขยายฐานแฟนเพลงทั่วไปให้เพิ่มขึ้นด้วย ในภาคดนตรีที่มาในรูปแบบป๊อปโฟล์คผสานกับมีเดียมร็อคแอนด์โรลด์ก็ออกมาดูเนียนดี การใส่ลูกเล่นของเสียงเพอคัชชั่นก็น่ารักดี ฟังแล้วนึกถึงเราคงต้อง้ปฯแฟนกัน เวอร์ชั่นที่ขยับได้มากกว่า 

ผู้เคราะห์ร้าย (4/5) ซิงเกิ้ลที่สองที่ห่างจากซิงเกิ้ลแรกนานพอตัว แต่งานที่ออกมาอยู่ในขั้น ดี -ดีมาก เลยทีเดียว ร็อคโฟล์คบัลลาร์ดแน่นๆดนตรีที่หนักขึ้น รวมถึงภาคเนื้อหาที่ไม่ใช่อกหักดาดๆแบบแต่ก่อนหากแต่พัฒนามาย้ำความรู้สึกตนเองว่า "เจ็บแล้วจำ" และยิ่งภาคการร้องที่สามารถใชเอารมณ์ๆเซ็งๆปนโมโหในท่อนก่อนเข้าฮุค จนมาระเบิดอารมณ์ในท่อนฮุค ทำให้อารมณ์เพลงนี้ออกมาชัดเจนและถึงมากๆ 

ไปถามพี่เบิร์ดเลย (2.5/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่เป็นเรโทรป๊อปผสานกลิ่นของดิสโก้นิดๆและบีทตึ๊บๆแต่คุมจังหวะเพลงให้ไปในทางน่ารักด้วยเสียงสังเคราะห์และเสียงตบบมือก็ถือว่าโอเลยทีเดียว ภาคเนื้อหาดูน่ารักดี(แม้ว่าแทบจะขนมายกค่ายก็ตาม) รวมถึงภาคการร้องที่ดูกวนๆ แต่ว่าจุดที่สำคัญเลยคือตอนนี้สิ่งที่คนฟังเพลงที่อยู่ในฐานะนักวิจารณ์กำลังมองว่าพั้นช์จะสามารถก้าวสู่ความเป็นดิว่าส์ มีการพัฒนาทางดนตรีเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพลงนี้เลยอาจจะดูเสมอตัวไปนิด แต่ฟังแล้วสนุกคึกครื้นดีคงไม่มีใครเถียงแน่นอนข้อนี้ 



เพลงอื่นๆ 

ตะวันที่ปลายอุโมงค์ (4.5/5) ดีมาก ร็อคบัลลาร์ดที่ภาคดนตรีคุมเสียงด้วยเครื่องสายและซาวน์หลอนๆลอยๆราสกับว่าอยู่ในอุโมงค์จริงๆ จนกระทั่งเข้าท่อนฮุคจึงใส่อารมณ์ขอร้องอ้อนวอนแทบขาดใจลงไปพร้อมกับดนตรีเครื่องหนัก (กลอง กีต้าร์) ลงไป เป็นเพลงที่เรียบเรียงดนตรีได้ดีมาก และภาคการร้องของพั้นช์ก็อกมาดีมาก แม้ว่าบางท่อนดูจมไปกับดนตรีนิดนึงก็ตาม 

ปรากฏการณ์รรมชาติ (3.5/5) ไตเติ้ลแทร็ค เป็นอีกหนึ่งเพลงน่ารักๆที่เชื่อว่าหลายๆคนอยากได้ยินจากพั้นช์ มาในรูปแบบป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ผสานกับโฟล์คเบาๆคลอไปในเพลง เนื้อหาเพลงง่ายๆชิลๆ อารมณ์เขาไปกับเพลง เป็นอีกแทร็คที่ฟังได้เพลินที่สุดในอัลบั้มเลยทีเดียว 

สิ่งที่อยู่ข้างใน (4/5) เป็นเพลงเดียวที่รอดมาจากเดโมสามเพลงเข้ามาอยู่ในอัลบั้ม โดยภาคดนตรีจะมีคว่มเป็นโฟล์คสูงกว่าฉบับเดโม กลายเป็นป๊อปร็อคบัลลาร์ดผสมกลิ่นโฟล์คลงไป ประกอบกับเนื้อเพลงที่เศร้าคลอไปกับเพลง แต่ไม่เศร้าในเชิงอกหัก อยู่ในอารมณ์ประมาณน้อยใจ ทำให้ฟังแล้วไม่อึดอัดเหมือนในอัลบั้มที่แล้ว มาที่เพลงที่เรียกได้ว่าดีที่สุดในอัลบั้มนี้กันเลยดีกว่า ลืมฉันไปเสียเถอะ (5/5) ที่ได้พี่เสก โลโซมาดูแลในทุกๆอย่างแม้กระทั่งเสียงคลอรัส โฟล์คบัลลาร์ด ที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกซึ่งในเพลงสื่อออกมาได้สุดๆ และเมื่อมารวมกับดนตรีสดของพี่เสกที่ขึ้นชื่อว่าเพราะที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการผสานสไตล์ของพั้นช์และพี่เสกได้อย่างลงตัวสุดๆ ให้ใจไปเลยเพลงนี้ 

มาที่ คิดถึงเหมือนกัน (3.5/5) ป๊อปอดัลท์คอทเมโปลารี่เหยาะกลิ่นโฟล์คลอยๆ ที่ทำออกมาได้น่ารักอีกเพลงหนึ่ง สไตล์จะคล้ายๆในอัลบั้มแรก (ถ้ายังนึกไม่ออกลองนึกถึงแคลอรี่ บลาบลา อัลบั้มที่ล่าสุด) ทั้งภาคเนื้อหาภาคการร้องและภาคดนตรีทำออกมาได้กลมกลืนมากๆ เช่นเดียวกับทำไมต้องเป็นอย่างนี้ (3.5/5) ที่มาในรูปแบบคล้ายๆกันและฟังได้เพลินๆไม่แพ้กันเลยทีเดียว 

ใจถึงก็ถึงใจ (3.5/5) ป็อปร็อคเหยาะกลิ่นโฟล์คที่เน้นการนำเสนอภาคเนื้อหาที่เข้มแข็งและให้กำลังใจได้หึกเหิมดี และภาคการร้องของพั้นช์ก็ดูห้าวดูเข้มแข็งเหมาะสมกับเพลงดี 

สุดท้ายกับเพลงประกอบละครทัดดาวบุษยา เส้นทางแห่งความรัก (3/5) ภาคดนตรีป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่เหยาะกลิ่นร็อคและโฟล์คลงไปเบาๆ เพลงนี้ทำออกมาได้เสมอตัวตามธรรมดาของเพลงประกอบละครดี ส่วนภาคการร้องของพั้นช์ดูอินเข้าไปกับเพลงดี ถ้าใครดูละครแล้วมาฟังเพลงคงอินไปกับพั้นช์ได้ไม่ยากแน่นอน 

 

 


สรุป อัลบั้มนี้สามารถดึงตัวตนความเป็นพั้นช์กลับมาได้สูงมากๆ และทำให้ความสดใสในเพลงมีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนี่คือภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปรวมถึงบรรดาแฟนคลับผู้ฟังเพลงอยากได้ยินและอยาเห็นจากพั้นช์ และคาดว่าในอัลบั้มหน้าก็น่าจะยืนพื้นด้วยดนตรีในรูปแบบนี้ที่ตลาดรับมากกว่าและทำให้ประสบความสำเร็จ