Review : Justin Bieber - My World 2.0

posted on 24 May 2010 12:41 by paradizer in 3stars
 

Justin Bieber - My World 2.0 - 3/5 (ก็ได้วะ) 

ก่อนอื่นขอบอกไว้ก่อนเลยว่าให้อารมณ์คล้ายกับตอนที่เจ๊แนสรีวิวแอชลี่เลย เฮ่อๆ ของแสลงดีๆนี่เอง ดังนั้นแฟนๆอย่าได้คาดหวังอะไรมากว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่อะไรยังไง มา มาเริ่มกันเลย 

อัลบั้มนี้ปูพื้นด้วยความเป็นป๊อปเหยาะอาร์แอนด์บีแดนซ์เป็นหลัก มีพวกแจ๊ซพวกร็อคหลุดมาประปราย และตบด้วยซินท์ไม่ก็อิเลคโทรนิคตามสมัยนิยม ผลออกมาคืองานป๊อปวัยรุ่น(แก่แดด) ที่ออกมาแล้วใช้ได้เลยทีเดียว 

แต่ว่าจะชมอย่างเดียวก็ไม่ได้ (ฮึฮึ) ดังที่บอกไว้แต่ต้นแล้วคือมันออกมาเรียกได้เต็มปากว่า "ดี" หากแต่เมื่อเทียบกับวัยรุ่นชายหญิงคนอื่นๆที่เสนอและถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าก็มีมาก (เพียงแต่ดังไม่เท่า) ซึ่งในระยะยาวหากยังเป็นแบบนี้ ต่อให้สาวกรี๊ดแค่ไหนก็เงียบได้ ดู Aaron Carter เป็นตัวอย่างได้ และรวมไปถึงภาคเนื้อหาที่แก่แดดเกินวัยไปมาก แก่แดดได้ แต่แก่แดดแบบพอดีๆ มิฉะนั้นเดี๋ยวมันเกรียมเอาได้ แถมวิธีแก่แดดมันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งเพลงจีบหญิงอย่างเดียว ไปหัดมาใหม่นะไอ้น้อง 

เริ่มมาเริ่มชำแหละกันที่ Baby (2/5) เปิดตัวทั้งทีก็ต้องเอาเพลงที่มันติดหูยู้ฮู้เต้นง่ายฟังง่าย และก็มักง่ายด้วย ชนิดที่เอาคนมาฟีทด้วยแล้วก็ยังคงน่ารำคาญ เบบี้ๆๆ โอ้วๆๆๆ ป๊อปแดนซ์อาร์แอนด์บีดาดๆที่เนื้อหาก็แก่แดดชนิดที่ "หะมอยมึงยังไม่ทันขึ้นกระแดะจะจีบสาว" (แน่นอนว่าเรราจะพบเนื้อหาแบบนี้มากมายเพื่อใช้เรียกลูกค้าสาวๆ) จบข่าว มาที่เพลงต่อมา ตั้งชื่อเพลงมาได้ "อีนี่ มีหนี้" Eenie Meenie (2.5/5) เอาน่าแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้น่ารำคาญโอ้วๆๆๆแบบเพลงแรก เพลงนี้ดูเอทกันกับพ่ออ้วนดำสองกิ๊กกะไบท์ ดังนั้นจึงผสานเอาป๊อปแดนซ์อาร์แอนด์บีของเด็กแก่แดดผสานกับเรกเก้ของพ่อดำแดด ผลออกมาก็โอเค ฟังสบายรูหูมากกว่าเพลงแรกเยอะ แม้ว่ามันจะเหมือนเอา Fire Burning + Baby ก็ตาม ส่วน Somebody To Love (2.5/5) ยูโรป๊อปแดนซ์ติดกลิ่นดิสโก้ และตามธรรมเนียม อิเลคโทรนิคติ๊ดๆตื๊ดๆว่อนเพลง แม้เนื้อเพลงจะแก่แดดแต่ให้อภัยเพราะมะนไม่ได้มีแต่โอ้วๆๆๆ แบบเพลงเปิดตัว บวกจังหวะลูกเล่นอะไรก็ดูน่าสนใจดี 

Never Let You Go (3/5) ซินท์ป๊อปอาร์แอนด์บีที่ฟังแล้วดูดีมีชาติตระกูลที่สุดเพลงนึงในอัลบั้มและจะดีกว่านี้ถ้ากำจัดความเนือยของตัวเพลงได้มากกว่านี้ ส่วน U Smile(4/5) เห็นคะแนนแล้วอาจจะตกใจ แต่มันหอนออกมาได้อารมณ์โซลดีจริง แถมดนตรีก็กำลังดีไม่ขาดไม่เกิน ว่าแต่อีเพลงดีๆทำไมไม่ตัดเป็น Official Single วะ 

Stuck In The Moment (3/5) ชนิดแค่บีทตึ๊ดๆขึ้นมาพร้อมกับ วิธยู วิธยู ก็สามารถคาดเดาได้ว่ามัน"ไม่น่าจะเวิร์ค" (แต่มันดันเวิร์คหว่ะ) ป๊อปอาร์แอนด์บีคอนเทมโปลารี่ฟังสบายๆที่ไม่คิดจะได้ฟังจากอีเด็กโอ้วๆๆๆ (ฝังรูหูมาก ดังนั้นอาจจะกัดอีกหลายรอบ) มาที่ Runaway (2/5) เสียงสูงได้ปวดประสาทมาก ดนตรีก็ไลน์เดียวกับเพลงเก่งป้าไมค์ Billie Jean ไปหน่อย (ไม่หน่อยก็ได้วะ ฉิบหาย) ต่อด้วย Overboard (3.5/5) กล้าเล่นมากชมเชย ที่หยิบเอาแจ๊ซบางๆมาคลุมป๊อปอาร์แอนด์บีดาดๆ แต่ฟังแล้วมันเหมือนดูเอทกันกับสาวเจ้าที่มาร้องด้วยมากกว่าหว่ะ ไม่ใช่ฟีท แต่ฟังสบายดีจริง รื่นหูดี 

ปิดท้ายด้วย That Should Be Me (3.5/5) อินโทรมาได้น่าสนใจมาก ป๊อปร็อคบัลลาร์ดติดกลิ่นโฟล์ค ว่าแต่ตอนแต่งเพลงฟัง The Climb ของพี่จอบมารึเปล่า กลิ่นพี่จอบถึงได้ลอยมาแต่ไกล แถมติดกลิ่นเขาแล้วถ่ายทอดอารมณ์ได้ไม่ดีเท่าเขาด้วย (ดีแล้ว แต่ดีไม่เท่า) แต่ก็โอเคกว่า โอ้วๆๆๆๆ (จิกรอบสดท้ายละ ฮึฮึ) 

สรุป เป็นอัลบั้มจากวัยรุ่นที่ฟังผ่านรูหูโสตประสาทได้โอเค ถ้าไม่คิดอะไรมาก อัญเชิญสดับได้ครับผม!!! 

Review : Miley Cyrus - Can't Be Tamed

posted on 14 May 2010 02:45 by paradizer in 3stars
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/f/f2/Miley-cyrus-can%27t-be-tamed.jpg
 
Miley Cyrus - Can't Be Tamed (3/5)

แหม่ จะว่าไปการเกิดเป็นศิลปินภายใต้การแจ้งเกิดจากซรี่ย์จากตระกูลดิสนี่ย์ มักจะทำให้ศิลปินบางท่านถูกค่อนแขะค่อนข้างสูง กว่าจะพิสูจน์ศักยภาพต่างๆนานบลาๆของตัวเองได้ก็เล่นเาเหนื่อยเลยทีเดียว เช่นเดียวกับน้องจอบ Miley Cyrus นางนี้

ก่อนอื่นต้องขอชมในเรื่องของการพัฒนาที่นับวันยิ่งจะเห็นชัดมากขึ้น เรื่อย มาถึงปัจจุบัน จากสาวน้อยจอมโหวกเหวก เริ่มคุมเสียงได้และขยับจากความเป็นป๊อปร็อควัยรุ่นดาดๆธรรมดาเข้าสู่เทคโน ป๊อปร็อคติดกลิ่นแดนซ์มาหอมปากหอมคอ ฟังแล้วพาลนึกถึง For Your Entertainment ของพี่อดัมศิริ Adam Lambert ในเวอร์ชั่นที่ยานกว่า ในขณะที่ภาคเนื้อหาก็ขยับมาสู่ภาคหัวเลี้ยวหัวต่อคือเริ่มมีการพูดถึงความ สัมพันธ์ชายหญิงแบบวัยรุ่นตอนปลายมากขึ้น เอาเข้าจริงเพลงนี้เข้าขั้นดี เพียงแต่ด้วยความยาวแค่ประมาณ 3 นาทีซึ่งถือว่า "สั้น" เมื่อเทียบกับความยาวเพลงมาตรฐานประมาณ 3.30 นาที ถ้าทำเพลงให้กระชับมากขึ้น และมีลูกเล่นอะไรมากขึ้นจะทำให้เพลงนี้มันน่าสนใจมากกว่านี้เยอะเลยนะครับผม!!!

ปล.จะรีบเลิกทำเพลงไปไหนวะ อุตส่าห์พัฒนาศักยภาพจนชาวบ้านเขาเริ่มเห็นกันแล้ว 

Review : Katy Perry ft. Snoop Dogg - Califonia Gurls

posted on 12 May 2010 22:21 by paradizer in 3stars
 

Katy Perry ft. Snoop Dogg - California Gurls (3.5/5) 

หลังจากที่ฮิตระเบิดระเบ้อกันไปแล้วในการตีฉิ่ง (I Kissed A Girl) และ ไล่ตีหัวเจ้าบ่าว (Hot N Cold) ล่าสุดแม่สาวโก๊ะสุดสวยตาโต(อย่างอื่นก็โต) อย่าง Katy Perry ก็ได้ฤกษ์ปล่ยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มใหม่ซะที แถมคราวนี้ดึงคนมาฟีทด้วย 

Califonia Gurls เป็นเพลงที่เจ้าหล่อนนิยามไว้ว่า "แต่งเพื่อล้อ Empire State Of Mind" ที่ทะมึนผัวบี ตัวเพลงออกมาสดใสซัมเมอร์ๆเข้าับภาพลักษณ์ของเจ้าหล่อนดี ตัดอารมณ์ร็อคๆมาสดใสด้วยไลท์อิเลคโทรนิคผสมกับความเป็นป๊อปแดนซ์ติดกลิ่นเรกเก้นิดๆอาร์แอนด์บีหน่อยๆ ซึ่งภาคดนตรีฟังครั้งแรกก็ยอมรับว่าสดใสแต่ก็เหมือนๆเดิมกับอัลบั้มแรกคือวนลูปไปมาๆก็มาตรฐานเดิมเธอ มาที่ภาคเนื้อหากันบ้างชนิดที่ฟังผ่านด้วยดนตรีสดใสๆก็ทำให้ฮอร์โมนพุ่งไปทั้งการแทรกแบบเนียนและโจ๋งครึมเช่น "Sex On The Beach" "Will Melt Your Popsicle" (Popsicle ก็คือไอศกรีมยี่ห้อหนึ่ง สาธูบุญที่เจ้าหล่อนใช้คำอ้อมๆว่า Melt ดีไม่ใช่คำว่า Lick) ยังไม่นับวิธีการร้องที่ไม่ได้เห็นในอัลบั้มที่แล้วคือความเปรี้ยวแบบสดชื่น และเหมือนจะรู้ว่าฟังนานๆอาจจะเบื่อเลยชวน Snoop Dogg มาโจ๋งครึมๆด้วยกัน ก็ลดความน่าเบื่อของเพลงได้ดี 

สรุปแล้วทั้งหมดทั้งมวลหาทางหนีที่ไล่แก้ทางได้ดีมาก สดชื่นสดใสต้อนรับซัมเมอร์(ที่บ้านเจ้าหล่อนนะ ไม่ใช่ที่ไทย แต่ที่ไทยก็ร้อนทุกวันอยู่แล้ว หยวนๆ) ได้ดีนะครับผม!!! 

Review : Carrie Underwood - Play On

posted on 02 Feb 2010 01:54 by paradizer in 3stars

Carrie Underwood - Play On 3.5/5


ในวินาทีนี้วงการเพลงคันทรี่ย์วัยรุ่นสาวๆไม่มีใครหน้าไหนที่ได้รับการ การันตีและนิยมในหมู่คอคันทรี่ย์เท่ากับ Carrie Underwood เจ้าของแชมป์อเมริกันไอดอลซีซั่นที่ 4 (ไม่นับแม่หนูเทย์เลอร์ รายนั้นดูจะถูกคอป๊อปมากกว่าสังเกตุจากยอดแอร์สถานีคันทรี่ย์) ทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆทุกอัลบั้ม ทำให้เธอมีแฟนคลับคอยสนับสนุนไม่น้อยเลยทีเดียว

Play On เป็นงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของแครี่ย์ โดยอัลบั้มนี้ลดทอนความเป็นคันทรี่ย์ของอัลบั้มที่แล้วลงค่อนข้างเยอะพอตัว แล้วนำความเป็นป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่มาผสมลงเพื่อให้คอปีอปสามารถฟังได้ ง่ายขึ้นอีกด้วย

ข้อดี... เธอจะสามารถกวาดแฟนเพลงทางด้านแนวป๊อปมาเพิ่ม หลังจากที่เธอไปกวาดฐานแฟนเพลงคันทรี่ย์มาอย่างหนาแน่นในอัลบั้มที่ผ่านมา แล้ว อีกทั้งตัวเพลงก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าดี รวมไปถึงพัฒนาการของตัวนักร้องเรื่องการใช้เสียงทั้งเสียงหลบและเสียงลูก เอื้อนอะไรดูมีสเน่ห์และสมูธมากขึ้นพอสมควร อีกทั้งฝีมือในการแต่งเพลงของเธอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยทั้งๆที่พึ่งเริ่ม แต่งเพลงเท่านั้น แต่หลายเพลงแต่งออกมาได้กินใจมากๆ แต่ในข้อดีก็มี...

ข้อด้อย... สำหรับแฟนคันทรี่ย์จ๋าของเธอในอัลบั้มที่แล้วที่อยากได้ฟังผลงานคันทรี่ย์ จ๋าในอัลบั้มนี้หาไม่ได้เลย ยอมรับเลยว่าคาดหวังไว้ในผลงานที่มีความคันทรี่ย์มากกว่านี้ คือด้วยความที่ผลงานค่อนข้างจะเป็นการครอสโอเวอร์ผสมผสานกันระหว่างป๊อป อดัลท์คอมเทมโปลารี่และคันทรี่ย์ในอัตราส่วนที่พอๆกัน แน่นอนว่าแฟนๆคงจะงงและส่วนหนึ่งคงจะผิดหวัง (สังเกตุได้ใน All Music ที่สรุปไว้ด้วยประโยคทิ้งท้ายว่า "อัลบั้มนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากความเป็นดิว่าในตัวเธอ" และให้คะแนนแค่ 2ดาวครึ่ง ในขณะที่อัลบั้มก่อนๆให้ถึง 4 ดาว ทั้งที่ผลงานก็ไม่ได้ออกมาแย่ขนาดนั้น) แต่ที่น่าตกใจสุดๆคือเจ้าตัวเองแต่งเพลงและทำออกมาได้น่าสนใจกว่าที่พวกนัก แต่งเพลงแต่งและโปรดิวเซ์ออกมาอีกนะ เฮ่อๆ แล้วดันเลือกเพลงเด่นๆและแรงขนาดที่จะมีประสิทธิภาพเป็นซิงเกิ้ลไปเป็นโปรโม ชั่นนัลซิงเกิ้ลซะหมด คิดอะไรอยู่จ๊ะ

ซิงเกิ้ล

Cowboy Casanova (3/5) ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่เรียกได้ว่าผลิกโฉมแม่สาวบ้านนาที่ได้แต่โชว์พลังเสียงมา ยักย้ายส่ายสะโพกไปมาได้เซ็กซี่มิหยอก ตัวเพลงเป็นคันทรี่ย์ร๊อคในรูปแบบที่แตกต่างจากเพลงเก่งอย่าง Before He Cheat และที่คล้ายๆกันอย่าง Last Name ที่เป็นแนวมิดเทมโป แต่เพลงนี้จะออกไปแนวอัพเทมโปนิดนึง อีกทั้งลักษณะการร้องก็ไม่เคยได้ยินแครี่ย์ร้องควบคำในหนึ่งห้องจังหวะเยอะ ขนาดนี้ ความประทับใจในความแปลกใหม่จึงค่อนข้างสูงทีเดียว แล้วอย่างที่บอกยิ่งรวมกับเอ็มวีมันช่างเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมากๆ เนื้อหาเพลงก็เก๋ออกแนวเตือนว่า "หนีให้ห่างคอยบอย คาสสาโนว่าคนนี้นะ นายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เราคิด อย่าไปคบเลยเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" อะไรประมาณนั้น (ว่ากันว่าผู้ชายในเพลงนี้กล่าวถึง Chance ในท่อน Blue Eyes ก็ไม่ทราบว่าเท็จจริงประการใด)

โปรโมชั่นนัล ซิงเกิ้ล

Mama's Song (3.5/5) ตัวเพลงเป็นคันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ที่เรียบๆแล้วตบช่วงท้ายเพลง ด้วยเครื่องสายคลาสสิค เน้นภาคดนตรีที่ละเมียดๆสบายๆ บวกกับเนื้อหาที่ค่อนข้างจะซึ่ง (แหมชื่อเพลงก็บอกแล้วเนอะ) เพลงนี้เลยกลายเป็นเพลงที่ฟัง่ายๆสบายๆในอัลบั้มนี้อีกเพลงนึง ซี่งภาคดนตรีก็ไม่ได้ต่างอะไรกันมากกับ Temporary Home (4/5) ที่เป็นคันทรี่ย์ป๊อปอดัลท์คอนเทมโปลารี่ เนื้อหานำเสนอเกี่ยวกับเด็กชายที่ต้องมาอยู่กับพ่อกับแม่ใหม่ เวลามีคนมาถามว่ารู้สึกอย่าไง เด็กก็บอกไปว่า "นี่คือบ้านชั่วคราวของผมครับ ไม่ใช่ที่ผมจะอยู่ยาวนาน แต่ผมก็ไม่กลัวนะ ก็นี่บ้านชั่วคราวผมนี่นา" ซึ้งมาก

Undo It (3.5/5) และแล้วแครี่ย์ก็กลับมาซ้ำรอยตัวเพลงในเพลงนี้ที่ภาคดนตรีก็คือ Before He Cheat และ Last Name ย่อมๆ เพียงแต่ความเป็นร็อคที่ปนมาในคันทรี่ย์เพลงนี้ดูเข้มข้นมากกว่า